ทำอย่างไรเมื่อจำเป็นต้องขับรถ ลุยน้ำท่วมขัง

ยางนพรัตน์ พร้อมทุกด้าน บริการด้วยใจ
อุ่นใจไปกับช่างผู้เชี่ยวชาญ ขอแชร์เทคนิคขับรถลุยน้ำท่วมให้ปลอดภัย
ทําอย่างไรเมื่อจําเป็นต้องขับรถลุยน้ําท่วมขัง และวิธีดูแลหลังลุยน้ําแบบง่าย ๆ ใช้ได้จริงมาฝากกันครับ

น้ำน้อย ๆ เจิ่งนองพอชุ่มฉ่ำนั้น ขับรถเพลินไม่น้อย แต่ถ้าน้ำไม่น้อย ท่วมสูงจนน่ากลัว แต่เลี่ยงไม่ได้ การใช้เทคนิค 6 ข้อต่อไปนี้ย่อมช่วยให้การเดินปลอดภัยขึ้น

1. น้ําต้องไม่เกินครึ่งล้อ สําหรับรถเก๋ง

ในถนนที่เราขับผ่าน บางพื้นที่มีหลุมบ่อหรือแม้แต่บางครั้งการเดินทางใกล้ ๆ ในเขตเมืองก็ยังต้องผ่านพื้นที่ลุ่มรับน้ำ
ไม่ก็ถนนที่กำลังซ่อมแซม รวมถึงถนนในซอยบางเส้นทางที่มีพื้นที่ต่ำกว่าถนนหลวง เสี่ยงต่อการที่น้ำจะเข้ารถ
เราควรสังเกตระดับน้ำข้างหน้า ว่าขนาดไหนที่รถจะขับผ่านได้ ซึ่งน้ําต้องไม่เกินครึ่งล้อ สําหรับรถเก๋ง
หรือดูแล้วไม่เกิน 30 ซ.ม. ถ้าเกินฟุตหนึ่ง โอกาสน้ำเข้าเครื่องยนต์จนเครื่องดับมีสูง

2. ลดความเร็วเมื่อถึงจุดน้ําท่วม

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ใช้รถเก๋ง แต่จำเป็นที่จะต้องใช้เส้นทางนี้เท่านั้น อย่างแรกคือลดความเร็วเมื่อถึงจุดน้ำท่วม
เพราะหากขับรถที่มีความเร็วผ่านบริเวณน้ำขัง รถจะเบา และอาจเสียการทรงตัว คุมรถไม่อยู่
จุดนี้อันตรายมาก ผู้ขับควรลดความเร็วก่อนอย่าให้ความเร็วมากกว่า 60-80 กม.ต่อชั่วโมง
หากเป็นทางลาดลง ยิ่งต้องลดความเร็วลงอีกอย่างน้อย 10-20 กม.ต่อชั่วโมง

3. ปิดแอร์ เปิดกระจก

เมื่อลดความเร็วลงแล้วให้ปิดระบบปรับอากาศภายในรถ พร้อมเปิดกระจกระบายอากาศให้ได้มากที่สุด
เพราะการเปิดเครื่องปรับอากาศขณะขับผ่านพื้นที่น้ำท่วม ใบพัดอาจพัดกระแสน้ำเข้าเครื่อง หรือเข้าระบบไฟฟ้า
ทำให้เครื่องยนต์หยุดทำงาน และดับกลางถนนได้

4. ย้ำเบรกเพื่อไล่น้ํา

เพราะการที่ระบบเบรกรถแช่น้ำอยู่ ประสิทธิภาพในการหยุดรถจะต่ำลง
เพื่อป้องกันปัญหาการลื่นไถลบนท้องถนน ให้ขับรถช้า ๆ และเหยียบเบรกรถเป็นช่วง ๆ
เป็นการย้ำเบรกเพื่อไล่น้ำ ช่วยให้ผ้าเบรกแห้ง

5. รักษาระยะห่างคัน หน้าให้มาก (ลุยน้ําประสิทธิภาพเบรกจะต่ำ)

ตามปกติการขับรถยนต์บนท้องถนน จำเป็นต้องเว้นระยะห่างจากคันหน้า
แต่การขับลุยน้ำท่ามกลางสายฝนที่โหมกระหน่ำ
ถ้าทำได้ ให้รักษาระยะห่างจากคันหน้า เพิ่มเป็น 2 เท่า
เพราะจากข้อ 4 จะเห็นว่าเบรกแช่น้ำประสิทธิภาพในการหยุดรถจะต่ำลง
การขับเว้นระยะ และรักษาอัตราเร่งไว้ให้คงที่
ที่อัตราการเร่งประมาณ 1500-2000 จะดีที่สุด
หากอัตราเร่งต่ำกว่านี้ เครื่องอาจดับ
ในทางกลับกัน หากอัตราเร่งสูงกว่านี้ อาจดูดอากาศและน้ำเข้าเครื่องได้อีก

6. หากรถดับอย่าสตาร์ทใหม่! ให้หาคนช่วยย้ายรถไปที่ไม่มีน้ําท่วม

และสุดท้าย หากเครื่องดับกลางน้ำ อย่าสตาร์ทรถใหม่ เด็ดขาด!!!
เพราะยิ่งสตาร์ทรถ น้ำจะยิ่งเข้าระบบเครื่องยนต์ ให้หาคนช่วยย้ายรถไปที่ไม่มีน้ำท่วมจะดีที่สุด

5/5

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

สายด่วน : 053015324